• ประเทศอังกฤษ
  • 23:07 23 พฤศจิกายน 2009

ประวัติสถานทูต

Ambassador's residence

The Ambassador's Residence

กงสุลอังกฤษคนแรก

กงสุลอังกฤษคนแรกในกรุงเทพมหานคร คือ มร. ชาลส์ แบตเท็น ฮิลลิเออร์ (Mr. Charles Batten Hillier) ผู้ซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งในปี ค.ศ. 1856 (พ.ศ. 2399) หลังจากที่สนธิสัญญาอังกฤษ –สยามแห่งปี ค.ศ.1855 (พ.ศ. 2398) ซึ่งดำเนินการเจรจาโดย Sir John Bowring มีผลบังคับใช้ (เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2399) ได้ไม่นาน หลังจากที่สุขภาพอ่อนแอลงด้วยโรคบิด ท่านได้ไปพักฟื้นในภาคใต้  แต่ในระหว่างการเดินทางกลับเพื่อมาจัดการกับงานด่วน ท่านก็ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 18 ตุลาคม 2399 มร. ฮิลลิเออร์ ได้รับการฝังที่สุสานคริสตจักรในกรุงเทพมหานคร หน้าที่รับผิดชอบของท่านได้ถูกมอบโอนต่อไปให้ มร. เบล (Mr. Bell) ผู้ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งกงสุลรักษาการจนกระทั่ง Sir John Bowring เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศสยาม ที่ประจำการอยู่ในฮ่องกง ได้ส่ง มร. จินเกล (Mr. Gingell) มายังกรุงเทพมหานคร เพื่อสืบทอดตำแหน่งหน้าที่ต่อจาก มร. ฮิลลิเออร์

กงสุลคนแรกๆ นั้นได้เช่าสถานที่ในเขตบางคอแหลมทางทิศใต้ของกรุงเทพฯ แต่ มร. จินเกล มองหาสถานพำนักที่จะใช้เป็นที่อยู่ของสถานกงสุลที่ถาวร  และเพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้ความอนุเคราะห์ในการเวนคืนที่ดิน (บนผืนที่ดินติดกับสถานกงสุลโปรตุเกสริมฝั่งแม่น้ำ) เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งของสถานกงสุลอังกฤษ  และพระราชทานที่ดินผืนดังกล่าวให้แก่ มร. จินเกล และเพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิตอีกครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังได้พระราชทานเงินกู้ให้อีกด้วยเป็นจำนวน 16,000 บาท เพื่อให้ มร. จินเกล สามารถดำเนินการสร้างอาคารพร้อมเสรธงบนทำเลใหม่ได้ในระหว่างที่รอการโอนเงินงบประมาณจากกระทรวงการต่างประเทศในกรุงลอนดอน

กงสุลอังกฤษคนแรกที่ได้เข้าพำนักตึกกงสุล ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในประมาณปี พ.ศ. 2419 ได้แก่ เซอร์ โรเบิร์ต ชอนเบิร์ก (Sir Robert Schomburgk) อาคารที่ถูกสร้างเพิ่มเติมในเวลาต่อมาประกอบด้วย เรือนแถวห้องพักคนรับใช้หนึ่งแถว ห้องขังสองห้อง ซึ่งก่อสร้างในปี พ.ศ. 2423 และ พ.ศ. 2433 ที่ทำการในปี พ.ศ. 2445 และ พ.ศ. 2450 บ้านพักสำหรับผู้ช่วยกงสุล อาคารสำนักงานในปี พ.ศ. 2433 และท้ายสุดคือบ้านพักสำหรับเอกอัครราชทูต เมื่อสถานกงสุลได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นสถานทูตในปี พ.ศ. 2438

การมาถึงของเซอร์ ราล์ฟ เพเก็ท

เมื่อ เซอร์ ราล์ฟ เพเก็ท (Sir Ralph Paget) ได้เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2445 เพื่อรับหน้าที่ควบคุมดูแลสถานทูตนี้ ท่านพบว่าที่ตั้งของสถานทูตนั้นทั้งอึกทึกจอแจและเต็มไปด้วยภาวะมลพิษ เรือพาหนะหลากหลายชนิด รวมทั้งเรือกลไฟ แล่นผ่านไปมาตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมกับส่งเสียงแตรอย่างต่อเนื่อง บนริมฝั่งตรงข้ามกับสถานทูตนั้น มีโรงสีข้าวสองโรงสีที่ดำเนินกิจการอยู่ และโรงสีที่สามที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง  โรงสีข้าวที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งสองนั้นมีหวูด ซึ่งก็ส่งเสียงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน และเมื่อใดที่กระแสลมพัดมาจากทางทิศตะวันออก ทั่วทั้งบริเวณภายในสถานทูตก็จะถูกกลบปกคลุมไปด้วยขี้เถ้าจากข้าวเปลือก ภายในปี พ.ศ. 2448 รถรางไฟฟ้าก็แล่นขึ้นลงไปมาตามถนนสายใหม่ พร้อมกับสั่นและเคาะกระดิ่งอย่างอึกทึก สุภาพสตรีชาวอิตาลีผู้มีชื่อว่า มาดาม สตาโร่ (Madame Staro) พร้อมกลุ่มผู้ช่วยสุภาพสตรีวัยเยาว์ ได้ดำเนินกิจการร้านบาร์บนถนนฝั่งตรงข้ามกับสถานทูต การแสดงการเล่นเปียโนและเครื่องดนตรีอื่นๆ นอกเหนือจากความสำราญในรูปแบบต่างๆ ได้ดึงดูดกลุ่มลูกค้าขาประจำเป็นจำนวนมาก วัดแห่งหนึ่งซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นของศาสนาใดอยู่ติดกับสถานกงสุล จะตีระฆังสำหรับการสวดมนต์ตอนเช้าในเวลา 5 นาฬิกาตรงของทุกวัน

หลังจากที่ เซอร์ ราล์ฟ เพเก็ท (Sir Ralph Paget) ได้รับการรับรองการแต่งตั้งของท่าน และเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นเอกอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็ม ท่านจึงได้เสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงโยธาธิการว่าถึงเวลาอันควรแล้วที่จะย้ายสถานที่ตั้งเสียใหม่ แนวคิดของท่านในตอนนั้นคือจะหาที่ดินบริเวณใกล้ๆ กับราชกรีฑาสโมสร ปฏิกิริยาตอบรับของทางลอนดอนนั้น ทั้งมิได้กระตือรือร้นหรือให้การสนับสนุนใดๆ เลย  ในความเป็นจริงนั้น ในห้วงเวลาที่การขอเงินงบประมาณอันไม่พึงประสงค์ ทางลอนดอนมักจะหลีกเลี่ยงการผูกมัดหรือแม้แต่การแสดงความคิดเห็นใดๆ แต่เมื่อ เซอร์ ราล์ฟ (Sir Ralph) เริ่มมีงานยุ่งรัดตัวมากขึ้นตามลำดับกับกิจสำคัญอื่นๆ มากมาย โดยเฉพาะการเจรจาเพื่อยกเลิกสิทธิพิเศษนอกอาณาเขตและปัญหาชายแดน ท่านก็พบว่าท่านไม่มีเวลาที่จะกังวลสนใจกับเสียงอึกทึกครึกโครมจากแม่น้ำ คราบขี้เถ้าที่เกิดขึ้นอย่างเป็นประจำ และกิจกรรมต่างๆ ของสุภาพสตรีวัยเยาว์ที่อยู่ข้างสถานทูตได้อีกต่อไป

เริ่มหาที่ตั้งใหม่และการครอบครองที่ดิน

อย่างไรก็ดี ถึงตอนนั้นทางเจ้าหน้าที่ของไทยก็ได้เล็งเห็นแล้วว่าทางรัฐบาลอังกฤษมิได้พอใจเท่าใดนักต่อสถานที่ตั้งของสถานทูต และได้มีการยื่นข้อเสนอที่ว่า หากฝ่ายอังกฤษสามารถหาสถานที่ตั้งใหม่ได้ สถานที่ตั้งปัจจุบันนั้นก็เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ก่อตั้งเป็นที่ทำการไปรษณีย์กลางของกรุงเทพมหานคร แต่ทว่ากระบวนการทางราชการทั้งในกรุงเทพฯ และลอนดอน กลับถูกดำเนินการอย่างเชื่องช้ายิ่ง ในปี พ.ศ. 2457 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น และเวลาก็ล่วงเลยไปจนสงครามยุติลงในปี พ.ศ 2462 เมื่อ มร. ริชาร์ด สเตอร์กิส ซีมัวร์ (Mr. Richard Sturgis Seymour) ได้เข้ามาในฐานะเอกอัครราชทูต โดยทางรัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ยืนยันข้อเสนอที่จะจัดหาสถานที่ตั้งใหม่ให้เพื่อแลกกับเขตพื้นที่ของสถานทูตเดิม แต่เมื่อ เซอร์ โรเบิร์ต ไฮด์ เกร็ก (Sir Robert (Hyde) Greg) ได้เป็นเอกอัครราชทูตในปลายปี พ.ศ. 2464 ทีแรกท่านไม่ได้รู้สึกยินดีมากมายนักกับแนวคิดในการย้ายสถานที่ตั้ง ทั้งตัวท่านเองและภริยาของท่านเป็นผู้ที่มีรสนิยมศิลป์และอาคารทรงโบราณที่อยู่ในเขตพื้นที่สถานทูตเดิม ที่สอดคล้องกับความรู้สึกเชิงศิลป์ของสองสามีภรรยายิ่งนัก โดยเฉพาะ เซอร์ โรเบิร์ต (Sir Robert) นั้น รู้สึกรับไม่ได้เลยกับความคิดที่ว่าต้องอาศัยในบ้านที่ออกแบบโดยสถาปนิกจากกระทรวงโยธาธิการ

โชคดีที่ว่า มร. ดับบลิว เอ อาร์ วู้ด (Mr. W A R Wood) รองกงสุลในขณะนั้น ได้เดินทางไปเยือนอังกฤษในปี พ.ศ. 2465 และได้ช่วยจัดเตรียมแผนผังฉบับร่างสำหรับอาคารทำเนียบหลักในเขตพื้นที่สถานทูต ก่อนหน้านี้ มร. วู้ด(Mr. Wood) ได้เป็นผู้รับผิดชอบต่อแบบแผนผังฉบับร่างของสถานกงสุลใหม่ที่สงขลาและเชียงใหม่ และเป็นที่น่ายินดีว่าแนวคิดสำหรับกรุงเทพฯของท่านนั้นได้รับการเห็นพ้องด้วยดี หลังจากที่ท่านเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร เซอร์ โรเบิร์ต (Sir Robert) แสดงความพึงพอใจต่อแผนดำเนินการของ มร. วู้ด (Mr. Wood) และเสียงคัดค้านของท่านต่อการย้ายที่พำนักก็เริ่มอ่อนลงเป็นลำดับ และดังนั้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2465 จึงมีการทำข้อตกลงกันโดยได้ฝ่ายอังกฤษได้สิทธิ์ในสถานที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตในปัจจุบันจากพระยาภักดี นรเศรษฐ ผู้ที่รู้จักกันโดยทั่วไปในนามของนายเลิด ซึ่งในเวลานั้นเป็นเจ้าของสวนหย่อมที่อยู่ระหว่างถนนเพลินจิตและคลองขนาดใหญ่ที่ไหลขนานกับถนนเพชรบุรีแต่เพียงผู้เดียว รัฐบาลอังกฤษเข้าถือสิทธิ์ประมาณครึ่งหนึ่งของสวนหย่อม หรือประมาณ 12 เอเคอร์ (28 ไร่) จากนายเลิด (ผู้ซึ่งเสียชีวิตลงในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 1931 เมื่อมีอายุได้ 73 ปี) ลูกสาวของท่าน คุณหญิง เลอศักดิ์ คู่สมรสของคุณพินิจ สมบัติศิริ ได้รับมรดกในที่ดินส่วนที่เหลือ โดยส่วนหนึ่งนั้นเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมฮิลตันในปัจจุบัน

ขณะนั้น สถานที่ตั้งแห่งใหม่นี้อยู่ตรงขอบชั้นนอกของกรุงเทพมหานครพอดี โดยที่ถนนเพลินจิตสิ้นสุดประมาณครึ่งไมล์ถัดไป ไม่น่าแปลกใจเลยว่า มีเสียงตำหนิกล่าวหาว่าสถานทูตอังกฤษกำลังย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่ไกลจากศูนย์กลางเมืองจนเกินไป เซอร์ โรเบิร์ต (Sir Robert) เห็นควรและจำเป็นที่จะตอบโต้บทความวิพากษ์วิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพมหานครฉบับหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไม่เป็นที่นิยมเลย โดยเฉพาะกับบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดินเรือ กัปตันของเรืออังกฤษ ซึ่งในช่วงนั้นเข้ามาเทียบท่าที่กรุงเทพมหานครเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องมาลงทะเบียนและกระทำพิธีการเอกสารต่างๆสำหรับเรือของพวกเขาที่สถานกงสุลใหญ่ภายในสถานทูต และพวกเขาก็ร้องเรียนว่าต้องเสียเวลาที่พวกเขามีอยู่อย่างจำกัดไปอย่างมากในการเดินทางไปและกลับจากสถานที่ใหม่ ประชาชนในอาณัติของอังกฤษจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวอินเดีย พม่า และ มาเลเซีย ก็แสดงความไม่พอใจ เพราะว่ารถโดยสารประจำทางและรถรางในเวลานั้น ไม่มีเส้นทางใดที่ผ่านใกล้สถานที่ตั้งแห่งใหม่เลย ได้มีการพิจารณาที่จะตอบรับและบรรเทาทุกข์ข้อโต้แย้งเหล่านี้เหมือนกัน โดยได้มีการดำริที่จะคงสถานกงสุลและสำนักงานการเดินเรือไว้ใกล้ๆ กับสถานที่ตั้งเดิม ทว่าค่าใช้จ่ายในการที่จะจัดหาที่ดินในบริเวณนั้นกลับสูงเกินกว่าที่จะรับได้

จากการที่สถานที่ตั้งใหม่นี้อยู่บริเวณขอบชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร ไม่เพียงแต่มีความจำเป็นที่จะจัดหาที่ดินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจ่ายชำระค่าก่อสร้างอาคารใหม่ต่างๆ จากรายรับที่ได้มาจากการขายสถานที่ตั้งเดิมริมแม่น้ำ เป็นจำนวนประมาณ £110,000 ด้วย พระบรมรูปสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียและเสาธงได้รับการย้ายไปสู่สถานที่ใหม่จากสถานทูตเดิมด้วยเช่นกัน พระบรมรูปสมเด็จพระนางวิกตอเรียนั้น ตามคำจารึกบนฐานของพระบรมรูปนั้น เขียนไว้ว่า “สถาปนาขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความจงรักภักดีโดยพสกนิกรของพระองค์ท่านในประเทศสยามเมื่อปี ค.ศ. 1903” พระบรมรูปนี้ได้รับการเคารพนับถือจากนักเรียนไทยเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ อาจเป็นไปได้ว่าพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระราชินีผู้ล่วงลับไปแล้ว อาจจะมีส่วนช่วยต่อความสำเร็จทางการศึกษาในกรุงเทพมหานคร พระบรมรูปนี้ถูกตีปิดไว้ด้วยไม้กระดานในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ทางญี่ปุ่นก็ยังกรุณาเจาะช่องสำหรับมองเอาไว้ให้ เพื่อไม่เป็นการลบหลู่สมเด็จพระราชินีผู้ล่วงลับไปแล้ว อนุสาวรีย์สงครามได้รับการลงจารึกโดยชาวอังกฤษในประเทศไทยและได้ถูกสถาปนาขึ้นในตอนต้นของปี พ.ศ. 2466 ตามข้อเท็จจริงแล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างชิ้นแรกบนสถานที่ตั้งใหม่

การก่อสร้าง

อาคารต่างๆในเขตพื้นที่ของสถานทูตสร้างขึ้นแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2469 หัวหน้าคณะทูต คือเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่ทางการทูตผู้มีอำนาจเต็ม เซอร์ โรเบิร์ต เกร็ก (Sir Robert Greg) ได้เข้าพำนักในวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2469 ซึ่งล่าช้ากว่าที่ท่านได้คาดหวังไว้ แต่ท่านได้กล่าวในเชิงปรัชญาในจดหมายถึงกระทรวงการต่างประเทศก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมว่า “แค่ล่าช้าเพียงสองสามสัปดาห์นั้นนับเป็นอย่างไรได้ เมื่อคุณได้ใช้เวลาสร้างเกือบชั่วนิรันดร์ ?”

อาคารในเขตพื้นที่ของสถานทูตประกอบด้วยอาคารทำเนียบของเอกอัครราชทูต และที่พักของคณะทำงาน นอกเหนือจากการตกแต่งเพิ่มเติมเล็กน้อยหนึ่งหรือสองแห่ง ในปัจจุบันทุกๆ อาคารยังคงเป็นโครงสร้างเดิมตามที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ 2463 - 2472 จุดเด่นในห้องอาหารของอาคารทำเนียบคือพัดชัก ซึ่งถูกนำมาจากอาคารทำเนียบของสถานทูตเดิม  นายเลิศได้ซื้อที่ดินระหว่างถนนเพลินจิตกับคลองแสนแสบ และได้สร้างหลักเขตที่ดินที่มีลักษณะคล้ายปืนใหญ่ ซึ่งมีจำนวน 6 หลัก  ในปี 2546 ยังมีหลักเขตนี้เหลือให้เห็นแค่ 2 หลัก โดยหลักหนึ่งอยู่หัวมุมถนนข้างสถานทูตอังกฤษ  อีกหลักหนึ่งลักษณะคล้ายลูกปืนอยู่ด้านนอกใกล้ทางเข้าโรงแรม แต่ได้ถูกทำลายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 2546  

เซอร์ โรเบิร์ต เกร็ก (Sir Robert Greg) ได้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการวางแผนผังแบบเปิดโล่งสำหรับเขตพื้นที่สถานทูตแห่งใหม่นี้ ท่านได้พูดถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่โล่งต่อสุขภาพ”และเสนอต่อไปอีกว่า “ภูมิอากาศของกรุงเทพมหานครนั้นเป็นลักษณะที่ว่าไม่มีใครอยากจะออกไปนอกบ้านหากเขาไม่จำเป็นจริงๆ ในระหว่างเวลา 9 นาฬิกา และ 16.30 นาฬิกา” ถือได้ว่าเป็นเพราะความมานะพยายามของท่านที่ทำให้คลองที่สวยงามหลังทำเนียบถูกรวมไว้ในเขตพื้นที่สถานทูต คลองนี้ถูกขุดขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ เพื่อนำมาใช้ถมเรียบสวนนายเลิดทั้งหมด และเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ใช้เพื่อล่องเรือและอาบน้ำในวันหยุดสุดสัปดาห์  อย่างไรก็ดี ไม่มีใครลงไปว่ายน้ำที่นั่นอีกแล้วในปัจจุบันนี้

การเปลี่ยนสถานภาพ

สถานทูตอังกฤษได้เปลี่ยนฐานะเป็นสถานเอกอัครราชทูตในปี พ.ศ. 2490 มร. เจฟฟรีย์ ฮาริงตัน ธอมพ์สัน (Mr. Geoffrey Harrington Thompson) อดีตอัครราชทูตและราชทูตวิสามัญ ได้มาดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเป็นคนแรกในปีนั้น

ในปี พ.ศ. 2517 ได้มีการเพิ่มกลุ่มอาคารใหม่เพื่อใช้เป็นสำนักงานปรับอากาศที่ทันสมัย ได้มีการวางศิลาฤกษ์อาคารหลังใหม่นี้โดยสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่สองในระหว่างการเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2515

สมาชิกของราชวงศ์อังกฤษหลายพระองค์ได้เข้ามาเยี่ยมชมอาคารทำเนียบของสถานเอกอัครราชทูตหลังนี้ สมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่สองได้เสด็จมาระหว่างการเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2515 และ พ.ศ. 2539 เจ้าชายฟิลลิปได้เสด็จมาเยือนในปี พ.ศ. 2511 และ พ.ศ. 2515 เจ้าฟ้าหญิงแอนในปี พ.ศ. 2521 ท่านดยุคแห่งเคนท์ ในปี พ.ศ. 2530 และ เจ้าฟ้าหญิงอาเล็กซานดร้าในหลายๆ วโรกาส โดยครั้งล่าสุดนั้นพระองค์ท่านได้มาเสด็จเยือนในปี พ.ศ. 2546

การขายที่ดิน

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 สถานทูตอังกฤษได้ขายที่ดิน 3.55 เอเคอร์ จากที่ดินทั้งหมด 12.75 เอเคอร์ให้แก่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของนายเตียง จิราธิวัฒน์  ที่ดินส่วนที่ขายเป็นบริเวณที่ประกอบด้วยมลพิษและเสียงดังที่สุดในบริเวณสถานทูตซึ่งติดกับถนนใหญ่หกเลน (ถนนเพลินจิต) และเส้นทางรถไฟฟ้า  สถานทูตได้คงสภาพและรักษาอาคารที่อยู่อาศัยในส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์, สำนักงานสถานทูต,  อนุสรณ์สถานสงครามโลก,  รูปปั้นที่โอ่อ่าของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย, สภาพแวดล้อมที่เป็นทะเลสาป และสวนสาธารณะไว้คงเดิม  การดำเนินการขายที่นี้เพื่อนำไปเป็นกองทุนในการพัฒนาและรักษาสถานทูต  ซึ่งรวมถึงส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัยใหม่ของเจ้าหน้าที่, เครื่องอำนวยความสะดวกเพื่อการสันทนาการ,  การปรับปรุงอาคารที่ทำการเป็นแบบเปิดโล่ง และ การเสริมความแข็งแรงด้านความปลอดภัย  ต้นไม้ในส่วนของที่ดินที่ขายแล้วนั้นได้บริจาคให้กรุงเทพมหานครและโรงเรียนนานาชาติอังกฤษ  




ติดต่อเรา

สถานทูตอังกฤษ
14 ถนนวิทยุ
ลุมพินี, ปทุมวัน
กรุงเทพ 10330

โทร: +66 (0) 2 305 8333
โทรสาร: +66 (0) 2 253 7121
อีเมลล์:Info.Bangkok@
fco.gov.uk


วันหยุดสถานทูต

กลับไปข้างบน